แนวโน้มและทิศทางการบูรณาการข้อมูลภาครัฐ

วารสาร CIO เข้มแข็ง : การขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการบูรณาการข้อมูลจำเป็น ต้องใช้ Technology หลายตัวมาประกอบกันเพื่อ สนับสนุนแต่ก่อนที่จะแถลงไขว่ามี Technology ที่เกี่ยวข้องอะไรบ้างนั้น จะขอแสดงภาพให้เห็นวงจรชีวิตของ Technology เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น โดยใช้สิ่งที่ Gartner เรียกว่า “HYPE Cycle” เป็นเครื่องมือในการนำเสนอ Gartner บอกว่า Technology ทุกชนิดจะมีวงจร การเจริญเติบโตที่เหมือนกัน โดยแบ่งออกได้เป็น 5 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 : ระยะจุดชนวน (Technology Trigger) คือระยะที่ Technology เพิ่งจะถูกประกาศออกมา จากห้อง Lab ให้เป็นที่รับรู้ แก่สาธารณะ แต่ไม่มีใครรู้จริง หรือไม่ก็มีผู้รู้อยู่ในวงจำกัดหรือน้อยมาก ถ้าจะเปรียบกับเด็ก ก็เปรียบเหมือนเป็นเด็กระยะแรกเกิด ผู้ใกล้ชิดก็อยาก จะเชยชม เทคโนโลยีก็เช่นกันเมื่อคลอดออกมาก็จะมี ผู้บุกเบิกลองใช้เพราะอยากลองของใหม่และต้องการเป็น
ผู้นำทางด้าน Technology ดังนั้นการลองใช้จะเป็นการลอง ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ยังไม่มีมาตรฐาน ในลักษณะ ต่างคนต่างทำ ทุกคนก็จะบอกว่าเป็นโครงการนำร่องและ ต้องการเป็นต้นแบบแก่ผู้อื่น แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป ความแตกต่างนั้นก็จะต้องถูก convert เข้ามาสู่จุดเดียวกัน และเป็นบรรทัดฐานในที่สุด
ระยะที่ 2 : ระยะเว่อร์จนสุดขีด (Peak of Inflated Expectations) เมื่อ Technology เป็นที่รับรู้กระจายสู่สาธารณะมากขึ้น มีผู้คนเห่อและแห่ตาม Technology นั้นไปอย่าง ล้นหลาม มีความคาดหวังสูงมากว่าจะต้องได้นั่นได้นี่ กลับมามีการลงทุน แบบทุ่มลงไปอย่างสุดตัว เหมือนกับ หุ้นขึ้นอย่างสุดขีด แต่นั่นเป็นเพียงความคาดหวังที่เกินขนาด (Over Expectation) ซึ่งในที่สุดเมื่อมีการลองไปซักพัก ก็จะมีผู้ที่พบความสำเร็จบ้าง ไม่พบความสำเร็จบ้าง แล้วความพุ่งพรวดพราดขึ้นก็พรวดพราดลง เสมือนเป็นช่วง หุ้นตก และเข้าสู่ระยะที่ 3 ต่อไป
ระยะที่ 3 : ผ่านวิกฤตต่ำสุดของความผิดหวัง (Trough of Disillusionment) ระยะนี้นับว่า Technology นั้น ได้ผ่านการทดสอบ
มาแล้วหลายตลบ บาง Technology ก็แทบล้มหายตาย จากเลิกรากันไป ส่วนที่ผ่านพ้นวิกฤตมาได้ก็จะผ่านเข้า รอบวิ่งไปหาเส้นชัย ในระยะที่ 4
ระยะที่ 4 : รู้แจ้งเห็นจริง : สว่างธรรม (Slope of Enlightenment) Technology ที่สอบผ่านจากระยะที่ 3 มาได้จะ
เสมือนกับได้รับการรับรองแล้วว่าเป็น Technology ที่ผู้คน รู้ซึ้งแบบรู้แจ้งแล้ว เห็นแสงสว่างแล้ว เข้าสู่การเติบโต และนำไปใช้ ในงานจริง ซึ่งเป็นระยะที่ 5 ในที่สุด
ระยะที่ 5 : ภูเขาทองที่ราบเรียบ (Plateau of Productivity) Technology ที่เติบโตมาถึงจุดนี้ได้จะกลายเป็น Technology ที่ใช้ในการดำรงชีวิตของการทำงานจนเป็น เรื่องปรกติในที่สุด


เทคโนโลยีของการบูรณาการการเชื่อมโยงและ แลกเปลี่ยนข้อมูลของประเทศไทย
การบูรณาการหรือการเชื่อมโยงหรือการแลกเปลี่ยน ข้อมูลจะเกี่ยวข้องกับ Technology หลายเรื่อง แต่จะขอ หยิบยกนำมาวิเคราะห์ ในที่นี้เพียง 7 เรื่อง ซึ่งจะขอลำดับจาก สิ่งที่คุ้นเคยมากไปหาสิ่งที่คุ้นเคยน้อยตามลำดับ ดังน
ี้

(1) Web site – eCGI (Common Gateway Integration) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือกระทรวง ICT ได้เคยประกาศให้การพัฒนา Website ของแต่ละหน่วยงานเป็น 1 ใน 15 milestones เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2546 ซึ่งเมื่อครั้งกระนั้น หน่วยงานส่วนใหญ่ยังไม่มี Web site เป็นของตัวเอง หรือที่มีก็เป็นการนำเสนอ ข้อมูลแบบ one way communication นำเสนอข้อมูลเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ทางเดียวเท่านั้น แต่จากการ ตรวจสอบเมื่อปี 2547 มีความชัดเจนว่าทุกหน่วยงานมี
Website และส่วนใหญ่ก็เป็น แบบ 2 way communication สำหรับการสืบค้นข้อมูล คือสามารถสืบ ค้นข้อมูลหรืออย่างน้อยก็สามารถ download ข้อมูลกลับมาได้ Technology นี้จึงได้เลื่อนจากระยะที่ 1 (ระยะจุดชนวน) เมื่อปี 2540 มาจนเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน
จึงจัดอยู่ในระยะที่ 5 : Plateau of Productivity แล้ว

(2) e – GMS : Government Meta Data Standard นับเป็นบทบาท ตามภารกิจและหน้าที่ตามกฎหมาย (พรฎ. สถิติแห่งชาติ ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)) ที่ จะต้องจัดทำมาตรฐานข้อมูลภาครัฐ และโดยที่ สสช. เป็น ทั้งผู้จัดเก็บข้อมูลสถิติที่ตัวเองจัดทำสำมะโนหรือสำรวจ และเป็นผู้รวบรวมจากแหล่งข้อมูลที่หน่วยงานอื่นเป็น
เจ้าของ ดังนั้นเรื่อง Meta Data ของข้อมูลสถิติ สำนักงาน สถิติแห่งชาติจึงดำเนินการได้โดยไม่ชักช้าและได้ดำเนินการ แล้วภายใต้ Meta Data Standard ที่ชื่อว่า stat XML จะ เหลือก็แต่มาตรฐานของข้อมูลที่เกิดจากการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่น ซึ่งถ้ารวบรวม ไว้ในแหล่งเดียวกันก็จะได้ Meta Data Standard ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และสามารถขยายผลเป็น Government Meta Data ได้ ตอนนั้น stat XML ก็อาจถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Government XML เพื่อให้เกิดความ ชัดเจนว่า Meta Data นี้ไม่ใช่เฉพาะสำหรับเรื่องสถิติเท่านั้น
แต่เป็นการรวมมาตรฐานพร้อมคำอธิบายข้อมูลที่ให้บริการ ครบทุกด้าน ดังนั้นจึงถือได้ว่า Government Meta Data Standard (e–GMS) ได้เริ่มเตาะแตะเมื่อปี พ.ศ.2544 และปัจจุบันก็ได้ ดำเนินการไปแล้วและมีความชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการ ต่อไปอย่าง ต่อเนื่อง ถึงกับถือเป็นงานประจำในที่สุด Technology เรื่องนี้จึงน่าจะสอบผ่านและอยู่ในระยะที่ 4: สว่างธรรม (Slope of Enlightenment) ได้

(3) e –Services ภาครัฐ หลายหน่วยงานได้พยายามทำ e-service แต่ด้วย ความสมบูรณ์ของการพัฒนาระบบยังไม่เพียงพอ ด้วยยัง
ขาดข้อบังคับ หรือกฎระเบียบ จึงทำให้ e-service ที่ประกาศ ใช้อย่างเป็นทางการมีไม่มากนัก จะมีที่ใช้มากหน่อยก็เรื่องการยื่นแบบ แสดงภาษีทางอินเตอร์เน็ตของกรมสรรพากร (www.rd.go.th) การยื่นใบขนส่งสินค้าและออกของให้ผู้นำ เข้าแบบออนไลน์ ของกรมศุลกากร (www.customs.go.th) และการให้บริการค้นหาและจองชื่อนิติบุคคลออนไลน์ และการตรวจค้นข้อมูลธุรกิจออนไลน์ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (www.thairegistration.com) เท่านั้น อีกทั้งการอนุมัติทาง on line ก็ยังเกิดขึ้นน้อยมาก e-service ที่ทำงาน ผ่าน Internet จริงๆโดยไม่ต้องเดินทางไปหน่วยงานเพื่อยื่นคำร้องและได้คำอนุมัติผ่านทาง on line เลยนั้นยังคงต้อง
มีการพัฒนาต่อไปโดยต้องมีการเตรียมการในด้าน backoffice ที่ดีด้วย อย่างไรก็ตามหน่วยงานบางหน่วยก็ได้เตรียม
ความพร้อมไปบ้างแล้ว หลังจากที่มีการลองผิดลองถูกมา เป็นเวลาพอสมควร นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการ
ให้บริการแบบ e-Service ที่ยังมีอยู่ก็คือความมั่นใจใน การยืนยันตัวบุคคล (Authentication) เมื่อทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือขอรับบริการ ซึ่งนอกจากจะใช้ login และ password บวกกับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักมาสนับสนุนแล้ว ประเด็นลายมือชื่อ อิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) หรือ PKI (Public Key Infrastructure) ก็ยังเป็น ประเด็นที่ต้องกล่าวถึงอยู่ไม่เลิก การผูกบริการ ของหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ประชาชน สามารถเข้าถึงบริการหลายๆ บริการ ณ จุดเดียวหรือที่ เรียกว่า Single Sign On นับเป็นเป้าหมาย สำคัญที่กำหนดไว้ ถึงแม้ใน e-citizen.go.th จะได้วางรากฐานไว้บ้างแล้ว แต่ก็ยังต้องใช้เวลาในการพัฒนา อย่างต่อเนื่องอย่างไม่มีที่สิ้นสุดภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วย เพราะยิ่งผูก (Integrate) บริการมากเท่าไร
ก็ยิ่งเป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากเท่านั้น ดังนั้น e-Service ของประเทศไทยใน ปัจจุบันอาจจะจัดไว้ในระยะที่ 3: Trough of Disillusionment คือผ่านการทดลองมาจนรู้ซึ้งพร้อมเดินไปข้างหน้าได้ นอกจากนี้ แล้วเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2548 คณะรัฐมนตรียังได้
ให้ความเห็นชอบต่อ e-Government Roadmap ตามที่กระทรวง ICT เสนอ ซึ่งระบุไว้ว่า “ให้ทุกหน่วยงานจัดทำ e-service อย่างน้อย 1 บริการ” ดังนั้นในปี 2550 ประเทศไทยอาจจะมี e-service เพิ่มขึ้นถึง 200 บริการ ซึ่งจะเป็นการ พัฒนางานให้ปรับเปลี่ยน ไปสู่งานประจำ (ระยะที่ 4) ในที่สุด

(4) Digital Signature หน่วยงานภาครัฐได้รับรู้ และได้เคยทดลองใช้ลายมือ ชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) มาในช่วงปีที่ผ่านมา โดยกระทรวง ICT ได้ให้หน่วยงาน 3 แห่งอันได้แก่ บมจ.ทีโอที (TOT) บมจ. กสท โทรคมนาคม (CAT) และ สบทร. เป็นผู้ให้ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์และความรู้แก่ข้าราชการระดับ 8 ขึ้นไปโดยถือเป็นโครงการนำร่องให้ข้าราชการเกิดการรับรู้ การคุ้นเคย และการทดลองใช้แบบไม่มีผลทางนิตินัยในการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปแล้วในช่วงปี 48 และจากการประเมินผลพบว่า ข้าราชการเข้าใจ และได้เรียนรู้ว่า การใช้งาน Digital Signature ให้เกิดประโยชน์เต็มที่จะต้องผนวกกับ Applications เช่นผนวกกับ การรับส่งหรือ ค้นหาข้อมูลผ่านทางเครือข่าย หรือผนวกกับระบบสารบรรณ อิเล็กทรอนิกส์ หรือผนวกเข้ากับระบบรับฟัง ความคิดเห็น ด้านกฎหมายไทย หรือระบบจดทะเบียนร้านอาหารหรือระบบแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ฯลฯ จึงถือว่าได้ประสบการณ์
ผ่า่นวิกฤตของความผิดหวังลำดับที่ 3 (Trough of Disillusionment) มาแล้ว แต่โดยเหตุที่มันมีความสำคัญมาก หน่วยงานจึง
จำเป็นต้องใช้มันอีกต่อไป อย่างที่มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น เพื่อก้าวสู่ระยะที่ 4 ต่อไป

(5) Smart Card ประเทศไทยตื่นตัวในเรื่องนี้เร็วกว่าประเทศอื่นมาก เรียกว่าวิสัยทัศน์อยู่ในแนวหน้า หรืออาจพูดได้เต็มปากว่า เป็นประเทศแรกๆ ที่ใช้ SmartCard เป็นบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อแสดงและยืนยันตัว บุคคลเพื่อรองรับการให้บริการแบบ e-Service ในอนาคตอันใกล้ เพราะ e-Service ไปคอยอยู่ในระยะที่ 3 และมีความพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าแล้ว เหลือเพียงการผลักดันการใช้
Smart Card ซึ่งได้มีการลงทุน และมีความคาดหวังไว้อย่างมากมายเท่านั้น จึงอาจจัดให้อยู่ในระยะที่ 2: Peak of Inflated
Expectations ซึ่งในที่สุดแล้วการทำ e-Service โดยแสดงตนด้วยบัตร Smart Card และลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ จะถูกจัดวาง ให้เป็นสุดยอดของการบริการเลยก็ว่าได้

(6) Web Services ขณะนี้มีการพูดถึงกันมาก นับเป็น Technology สมัยใหม่ที่เพิ่งเกิดได้ไม่นานนัก ผู้คนมีความคาดหวังสูง
เสมือนเป็นยาสารพัดนึกเพื่อการเชื่อมโยงบูรณาการและ แลกเปลี่ยนข้อมูลโดยเข้ามาแทนที่ Web Based Application
Technology ทุกหน่วยงานต่างก็จะบอกว่าสิ่งที่หน่วยงานทำอยู่นั้น เป็น Web Services แล้วกันทั้งสิ้น แต่ความเข้าใจ
ในเรื่องนี้ยังมีความสับสนคลาดเคลื่อนกันอยู่มาก คำจำกัด ความของ Web Services ก็คือ “เครื่องคุยกับเครื่อง เพื่อการบูรณาการ เชื่อมโยงหรือแลกเปลี่ยนข้อมูล” ไม่ใช่ “คนคุยกับเครื่อง เพื่อค้นหาข้อมูลเป็นครั้งๆ ไป” เช่น โครงการศูนย์ข้อมูลกลางแปลง สินทรัพย์เป็นทุน โครงการจดทะเบียนร้านอาหารแบบเบ็ดเสร็จ โครงการ c-Tourism ที่กระทรวง ICT รับผิดชอบอยู่ต่างก็ใช้ Web Services Technology ทั้งสิ้น ตัวอย่างในโครงการศูนย์ข้อมูลกลางแปลงสินทรัพย์เป็นทุนสำนักงานแปลงสินทรัพย์เป็นทุน นอกจาก จะสนใจ ว่าสำนักงานปฏิรูปที่ดิน มีสปก.4-01 ที่ลงทะเบียนและ แปลงเป็นทุนไปแล้วกี่ไร่ มูลค่าจากการประเมินเอกสารสิทธิ์
เป็นเท่าไร ผ่านการอนุมัติเป็นจำนวนเท่าไร หรือมีปัญหาหนี้เสียจำนวนเท่าไรแล้ว ยังสนใจที่จะทราบว่าขณะนี้ประเทศ
ไทยมีทรัพย์สินที่แปลงเป็นทุนโดยเป็นมูลค่ารวมของ 11หน่วยงานภายใต้โครงการเป็นมูลค่าเท่าไร หนี้เสียจำนวนเท่าไรอีกด้วย
กระบวนการใน Application จะต้องค้นข้อมูลจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินในประเภท สปก.4-01 กรมที่ดินใน ประเภทของโฉนด กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการในประเภทของ น.ค.1 กรมส่งเสริมสหกรณ์ในประเภทของ ก.ส.น.3 กรมธนารักษ์ในประเภทของสัญญา เช่าที่ราชพัสดุ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์ุพืชในประเภทของ หนังสืออนุมัติให้ใช้พื้นที่อุทยาน การเคหะแห่งชาติใน
ประเภทของสัญญาเช่าอาคารการเคหะแห่งชาติ กรุงเทพมหานครในประเภทของสัญญาเช่าแผงค้า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในประเภทของใบรับรองการจำหน่ายสินค้า พื้นที่ผ่อนผัน กรมทรัพย์สินทางปัญญาในประเภทของ ทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในประเภทของทะเบียนกรรมสิทธิ์เครื่องจักรให้ครบ 11 หน่วยงาน แล้วจึงเอาแต่ละยอดมาบูรณาการ หรือบวกเข้า ด้วยกันจึงจะได้คำตอบส่งออกมา Web Services Technology ที่เป็นที่รู้จักกันและใช้กันอยู่ มีไม่มากนักเช่น Technology SOAP และ ebXML ฯลฯ ทั้งนี้เข้าใจว่ากรมการค้าภายในใช้ Technology แบบ RES กรมสรรพากรใช้แบบ SOAP ส่วนกรมศุลกากร ประกาศว่าจะใช้แบบ ebXML แต่ถ้าจะให้กระทรวง ICT ประกาศฟันธงกำหนดมาตรฐานของประเทศลงไปเลยใน
ขณะนี้ดูเหมือนว่าจะเร็วเกินไป และเชื่อว่า Technology นี้ ยังไม่อิ่มตัวและจะมี Tool ออกมาอีกเรื่อยๆ แต่ไม่ว่าใคร จะใช้ Technology ใดแต่ก็คงไม่เป็นไร เพราะสุดท้ายแล้วจะ มี Tool ออกมาครอบให้ใช้ร่วมกันได้ ดังนั้นการใช้ส่วนใหญ่
จึงขึ้นอยู่กับความพร้อมของหน่วยงานเป็นหลัก ขอเพียงให้หน่วยงานพัฒนาด้วย Web Services Technology และนำไป
Register ไว้ที่ UDDI (Universal Description, Discovery, and Integration) เพื่อบ่งบอกให้รู้ว่ามีบริการนี้เปิดให้บริการที่ใด
และลงรายละเอียดของข้อมูลไว้ที่ gov XML ซึ่งได้กล่าว มาแล้วเท่านั้นเป็นเพียงพอ หรือจากตัวอย่างของการ จดทะเบียนร้านอาหาร แบบเบ็ดเสร็จเมื่อผู้ขอจดทะเบียน ร้านอาหารยื่นคำขอทางหน้าจอโดยลงทะเบียนแสดง ตนแล้ว คำขอซึ่งประกอบด้วยคำขอถึง กทม. กรมธุรกิจ การค้า กรมสรรพากร เมื่อผ่านการพิจารณาอนุมัติจากแห่งหนึ่งก็จะแจ้งต่อไปหน่วยงานอื่นในลักษณะ Business
Process Work Flow ซึ่งท้ายสุดได้ตั้งเป้าหมายไว้ 8 หน่วย งานก็จะส่งคำอนุมัติทั้งหมดผ่านทาง e-mail จากแหล่งกลาง
มายังผู้ยื่น แบบ On-line ทั้งนี้ปัจจุบันได้พัฒนาระบบแล้ว เสร็จ 3 หน่วยงานและจะได้ดำเนินการให้ครบในลำดับต่อไป อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าจะมีการดำเนินการในเรื่อง Web services มาให้เห็นเป็นต้นแบบไปบ้างแล้ว แต่ Technology ในเรื่อง Web service ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย บริษัทที่รับพัฒนาให้หน่วยงานภาครัฐหลายบริษัทและส่วน ใหญ่ก็ยังรู้จัก Technology นี้น้อยหรือยัง คลาดเคลื่อนมากอยู่ เพียงแต่รู้กิติศัพท์ว่าเป็น Technology เพื่อสนับสนุนการบูรณาการหรือเชื่อมโยงข้อมูลเท่านั้น จึงจัด
ว่า Technology นี้ยังอยู่ในสภาพที่ลี้ลับแต่ทุกคนก็คาดหวังสูงในลักษณะ Over Expectation หรือ Peak of Inflation
Expectation คือระยะที่ 2 นั่นเอง

(7) UDDI (Universal Description, Discovery and Integration) เป็นที่รับการลงทะเบียนเพื่อใช้ค้นหาบริการว่า บริการข้อมูล นี้มีอยู่ที่ใด มีลักษณะการทำงานคล้ายๆ กับ Google หรือ Yahoo ที่ใช้ค้นข้อมูลอย่างไรก็อย่างนั้น แต่ ในที่นี้จะเป็นการค้นหา ในเรื่องการบริการข้อมูลแทน ซึ่งกระทรวง ICT โดย สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารรับเป็นเจ้าภาพ ในส่วนของ UDDI แห่งชาติ ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญเพื่อบอกแหล่งบริการ แต่ UDDI นี้จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อหน่วยงานต่างๆ เมื่อพัฒนา
Web Services เสร็จแล้วก็ร่วมมือร่วมใจกันมาลงทะเบียน ไว้ ณ ที่นี้ เพราะหากไม่มีการแจ้งหรือลงทะเบียนก็จะไม่มี ประโยชน์ ในการใช้ร่วมกัน เพราะคนอื่นก็ไม่รู้ว่ามีบริการนี้ แล้วและก็อาจจะเกิดความซ้ำซ้อนขึ้นมา หากมีการพัฒนาบริการนั้นขึ้นมาอีก ทำให้ศูนย์กลางบูรณาการเชื่อมโยงและ แลกเปลี่ยนข้อมูลก็จะไม่เกิดขึ้น UDDI จึงนับเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับประเทศไทย
และจัดอยู่ในระยะที่ 1 Technology Trigger เพิ่งจะเริ่ม เตาะแตะเข้ามาในประเทศไทยก็ว่าได้ มีการพัฒนาไว้บ้าง ในลักษณะนำร่อง หรือเป็นต้นแบบหรือใช้เฉพาะกิจภายใน โครงการเฉพาะเท่านั้น

 

EMR Soft Co., Ltd. Copyright © 2007