รัฐอิเล็กทรอนิกส์ โมเดลการบริการใหม่เพื่อประชาชน

KU Electronic Magazine (อ.ยืน ภู่วรวรรณ) : อินเทอร์เน็ตสร้างการเปลี่ยนแปลงในทุกรูปแบบ อีเมล์และเวิลด์ไวด์เว็บ ทำให้เกิดอีคอมเมิร์ซการสื่อสารผ่านเครือข่าย ได้รับการพัฒนาจนทำให้มี การประยุกต์ใช้งานข้อมูลข่าวสารได้มาก การเชื่อมโยงสื่อสารผ่านเครือข่ายมีลักษณะพิเศษหลายอย่าง โดยเฉพาะลักษณะที่ช่วยลดระยะทาง ไม่ขึ้นกับเวลา และเชื่อมเข้าหากันได้ทุกคน เทคโนโลยีด้านเครือข่าย จึงเป็นแรงผลักดันครั้งยิ่งใหญ่ต่อการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการที่ธุรกรรมระหว่าง ธุรกิจก่อให้เกิดธุรกิจที่เรียกว่า B2B และกระจายต่อไปยังลูกค้าที่เรียกว่า B2C การให้บริการข้อมูลข่าวสารทำได้ง่าย มีต้นทุนต่ำกว่าวิธีอื่นและแพร่ กระจายได้กว้างขวาง ส่งผลให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งทางด้านการซื้อการขาย การทำธุรกรรม การผลิต การโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือการให้บริการ เศรษฐกิจใหม่จึงเป็นเศรษฐกิจที่มีการปรับตัวเข้าสู่การนำไอที มาใช้ในการดำเนินงาน ใช้ในการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ทุกวันนี้เราเกี่ยวโยงกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก มีการเก็บข้อมูลในรูปสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การส่งผ่านสื่อสารระหว่างกัน จนทุกวันนี้ชีวิตประจำวัน จะยุ่งเกี่ยวกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ สมกับการเกี่ยวโยงเข้าสู่ยุค "e" ขณะนี้รัฐบาลได้ปรับการท้าทายต่อการปฏิรูประบบราชการ โดยเปลี่ยนโครงสร้างการดำเนินการ แบบดั้งเดิม เข้าสู่โครงสร้างการทำงานแบบอิเล็กทรอนิกส์ บนพื้นฐานของการใช้เทคโนโลยีใหม่ เพื่อเข้าสู่รูปแบบที่เรียกว่า รัฐอิเล็กทรอนิกส์

วิสัยทัศน์ที่ผู้บริหารต้องมอง

การดำเนินกิจกรรมบนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานทางธุรกิจเริ่มจากอีคอมเมิร์ช การเติบโตของอีคอมเมิร์ชเป็นไปอย่าง รวดเร็วและกระจายออกไปในวงกว้าง หลังจากนั้นจึงเริ่มมองเห็นประโยชน์จากการดำเนินธุรกรรมร่วมกันระหว่างองค์กรต่อองค์กร จนเป็นที่รู้จักกันใน นาม B2B (business to business) ขณะเดียวกันก็ส่งผลให้เกิดความตื่นตัวเรื่องอีบิสสิเนสมีหลายรูปแบบการดำเนินการ ทั้งแบบ B2B และ B2C ต่อมา ได้มีการดำเนินการบนเครือข่ายอีกสองแบบคือ B2G หมายถึงการดำเนินการระหว่างธุรกิจองค์กรกับหน่วยราชการ และ G2C คือหน่วยราชการให้บริการ ประชาชน การดำเนินการของภาครัฐในรูปแบบรัฐอิเล็กทรอนิกส์จึงเกี่ยวโยงตั้งแต่แบบ B2B, B2C, B2G, G2C รวมถึงการดำเนินกิจกรรมระหว่างภาครัฐ ด้วยกันเองคือ G2G ดังนั้นรัฐอิเล็กทรอนิกส์จึงผูกพันกันด้วยอิเล็กทรอนิกส์ โดยองค์กรรัฐบาลต้องปรับตัวให้เป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ด้วย เพื่อเป้าหมาย และบทบาทที่สำคัญต่อการเชื่อมโยงสู่ภาคเอกชนและประชาชน ด้วยเหตุนี้รัฐบาลของหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงมีเป้าหมายที่จะดำเนินการแบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ให้ได้โดยเร็ว เช่น


- รัฐบาลของออสเตรเลียได้ประกาศเป็นแผนของชาติที่จะให้หน่วยงานสำคัญของรัฐที่ให้บริการข้อมูลข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์ ต้องให้บริการ ได้ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2001 และกิจกรรมต่างๆ ต้องเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเต็มที่
- รัฐบาลของแคนาดากำหนดให้หน่วยงานหลักของรัฐบริการแบบออนไลน์อย่างครบถ้วนภายในปี ค.ศ. 2001
- รัฐบาลฟินแลนด์ดำเนินการให้ประชาชนสามารถเรียกใช้เอกสารและแบบฟอร์มหลัก พร้อมส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายเข้าสู่หน่วยงานรัฐได้ภายใน ปี ค.ศ. 2001
- รัฐบาลของฝรั่งเศสจัดการให้หน่วยงานของตน ที่ดำเนินการบริการข้อมูลต้องให้บริการข้อมูลเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ภายในสิ้นปี ค.ศ. 2000
- รัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดเป้าหมายไว้ในปี ค.ศ. 2003 จะให้มีการยื่นแบบฟอร์มที่ดำเนินการกับรัฐและการลงทะเบียนต่างๆ ที่ประชาชนต้องทำสามารถ ออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต
- สิงคโปร์เป็นประเทศหนึ่งที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับอย่างดี และจะดำเนินการแบบอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้การทำงานของภาครัฐบาล ภายในปี ค.ศ. 2001
- รัฐบาลอังกฤษกำหนดวิสัยทัศน์ กรอบความคิดต่างๆ รวมทั้งกรอบมาตรฐานที่หน่วยงานต่างๆ ต้องดำเนินการภายใต้การชี้นำของหน่วยงานกลาง ที่ศึกษาวิเคราะห์ทิศทาง เรียกว่า Central IT Unit การดำเนินการแบบอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐจะต้องดำเนินการได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ภายปี ค.ศ. 2005
- สหรัฐอเมริกาก็ให้ความสนใจและมีความพร้อมสูงประเทศหนึ่ง เพราะประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและเป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกันส่วนใหญ่แล้ว สหรัฐอเมริกาจึงพัฒนาแนวทางและการให้บริการตามความต้องการของประชาชน โดยให้บริการการเข้าถึงข้อมูลและเอกสารของภาครัฐได้ทั้งหมด ภายในปี ค.ศ. 2003

สำหรับในประเทศไทย ตามทิศทางของไอที 2000 ที่คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ มีการชี้นำให้ปรับปรุงการดำเนินการและบริหารงาน ในองค์กรภาครัฐโดยใช้ไอทีเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการให้บริการข้อมูลข่าวสารอย่างโปร่งใสและทั่วถึง

แนวคิดเกี่ยวกับ B2G

แนวคิดที่สำคัญในการดำเนินการของรัฐบาลคือช่วยและปรับปรุงองค์กรเอกชนให้ดำเนินการธุรกิจประสบความสำเร็จ สามารถดำเนินการให้บริการ องค์กรเอกชนแบบทุกหนทุกแห่งและทุกเวลา (any where and any time) ช่วยเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้การติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ และการ ดำเนินการตามกฎระเบียบเป็นไปด้วยความเรียบร้อยสามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ รวมทั้งสามารถก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ได้ ภารกิจสำคัญของรัฐที่จะทำให้ B2G สำเร็จลุล่วงประกอบด้วย


- ช่วยดูแลและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ธุรกิจคือคอมเมิร์ชขององค์กรธุรกิจเอกชนประสบผลสำเร็จ การกระจายรูปแบบตลาดการค้าใน ยุคเศรษฐกิจใหม่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีเครือข่ายและอินเทอร์เน็ต นโยบายของรัฐบาลไทยเน้นให้มีการผลิตในระดับหมู่บ้าน โดยได้วางนโยบาย กองทุนหมู่บ้าน ให้หมู่บ้านแต่ละแห่งมีสินค้าบริการหลัก การนำเสนอเข้าสู่ระบบโลกาภิวัตน์เป็นทางหนึ่งที่จะทำให้บุคคลภายนอกได้รู้จักกิจกรรมเหล่านี้ ด้วย กิจกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นหนทางของการกระจายการค้าให้กว้างขวางขึ้น
- ช่วยทำให้การเริ่มกิจการและการดำเนินกิจการง่ายขึ้น นโยบายหลักของรัฐบาลไทยได้เน้นในเรื่อง SMEs การก้าวเข้าสู่ธุรกิจในอดีตเป็นเรื่องยาก แต่ด้วยเทคโนโลยีทำให้การเริ่มธุรกิจทำได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดย่อมสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่การเชื่อมโยงธุรกิจตนเองกับธุรกิจอื่น การดูแล จัดการข้อมูลตลอดจนการติดต่อกับภาครัฐในการเริ่มกิจการก็เกิดขึ้นได้ง่าย
- ช่วยกระจายกิจกรรมทางธุรกิจ ภารกิจส่วนนี้เน้นในเรื่องการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้ดำเนินกิจกรรมได้แม้ว่าสถานที่ตั้ง มิได้อยู่ในเมือง รวมทั้งการทำงานบางอย่างสามารถทำงานจากที่ห่างไกลโดยผ่านเครือข่าย โดยเฉพาะวิธีการที่รัฐจะต้องกระตุ้นให้เกิดองค์กรหรือ บุคลากรที่สามารถทำงานแบบอิสระ (Freelance) และการทำงานแบบที่เรียกว่า Telework เน้นการทำงานร่วมกันโดยไม่มีอุปสรรคในเรื่องระยะทาง และเวลาลดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างธุรกิจในเมืองและต่างจังหวัด โดยลดข้อจำกัดของสภาพภูมิศาสตร์ เป็นการกระจายความเจริญเข้าสู่ชนบท และยกฐานะชาวชนบทให้ดีขึ้น
- ช่วยทำให้บทบาททางการตลาดเข้าสู่ตลาดโลกในลักษณะ Virtual World Market การดำเนินงานของรัฐในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคม และอินเทอร์เน็ตจะช่วยเปิดตัวธุรกิจโดยให้เข้าสู่ตลาดโลกได้ง่ายยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าสภาพของสินค้าไทยซึ่งยากที่จะแทรกตัวหรือเป็นที่รู้จักก็สามารถกระจาย เข้าสู่ตลาดแบบ Virtual ผ่านทางอินเทอร์เน็ต การตลาดในรูปแบบใหม่นี้ยังเป็นในรูปของการให้ข้อมูลข่าวสาร แนะนำสินค้า ตลอดจนสร้างกลไกประชา สัมพันธ์ให้ชาวโลกได้รู้จัก
- ช่วยทำให้โครงสร้างโมเดลแบบธุรกิจสมัยใหม่ประสบผลสำเร็จ รัฐอิเล็กทรอนิกส์เน้นการดำเนินธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกัน การดำเนินการตั้งแต่การเชื่อมโยง การยืนแบบ และการรับแบบเอกสารเพื่อการลงทะเบียนต่างๆ สามารถกระทำได้แบบออนไลน์ เช่น การยื่นแบบภาษี VAT แบบออนไลน์ การเชื่อมข้อมูลในภาครัฐเพื่อประกอบกิจการต่างๆ เช่น ฐานข้อมูลประชากรตรวจสอบกำลังคน การสำเร็จการศึกษา รวมถึง การดำเนินธุรกรรมร่วมระหว่างภาครัฐกับเอกชน เช่น การจัดซื้อ เป็นต้น

ลักษณะงาน B2G ที่เกี่ยวข้องกับภาระกิจหลัก

งานการให้บริการของภาครัฐในลักษณะ B2G มีมากมายโดยเฉพาะกิจกรรมที่ธุรกิจต้องติดต่อกับภาครัฐ เช่น
- การจัดซื้อของภาครัฐที่ต้องติดต่อกับเอกชน (eProcurement)
- งานให้บริการข้อมูลข่าวสาร
- งานเสนอโครงการ การเปิดประมูล การยื่นแบบ ยื่นซองประกวดราคา
- งานการเสียภาษีอากรและการตอบรับเมื่อยื่นแบบรวมทั้งการตัดโอนรายการทางการเงินระหว่างภาครัฐกับเอกชน
- งานบริการในแบบดิจิตอลไลบรารี ข้อมูลเทคนิคและข้อมูลบริการที่เป็นประโยชน์ เช่น ข้อมูลสิทธิบัตร ข้อมูลมาตรฐาน ข้อมูลเพื่อประกอบการ ทางธุรกิจบางอย่าง
- การกรอกแบบฟอร์มและการลงทะเบียนต่างๆ
- ข้อมูลแผนที่ ถนน การคมนาคม ป่าไม้ ข้อมูลทางการแพทย์ ตลอดจนข้อมูลการศึกษาและการทำงาน
- ข้อมูลบริการที่รัฐสำรวจ เช่น สถิติ
- ข้อมูลทางกฎหมายที่จำเป็นต่อธุรกิจ
- งานที่รัฐให้บริการหลัก เป็นงานบริการสาธารณะต่างๆ โดยส่วนใหญ่ เช่น ระบบสาธารณูปโภค

แนวคิดเกี่ยวกับ G2C

การบริการประชาชนจัดว่าเป็นงานที่รัฐพึงกระทำ โดยเน้นการให้บริการในรูปแบบเบ็ดเสร็จ (one stop) ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและดำเนินการ ขอใช้บริการได้ตลอดเวลา (24 x 7) การเข้าถึงข้อมูลสามารถเข้าถึงจากที่ใดก็ได้ จากแนวคิดการให้บริการดังกล่าว อินเทอร์เน็ตจึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับและสามารถโต้ตอบกับกิจกรรมที่ประชาชนขอใช้บริการได้ ลองนึกดูว่า ตั้งแต่เกิดจนตายประชาชนต้องติดต่อและขอใช้บริการหรือเกี่ยวโยงกับรัฐอย่างไรบ้าง เริ่มจากการแจ้งเกิดการเข้าโรงเรียน การขึ้นทะเบียนต่างๆ การออกสำเนาทะเบียนบ้าน การเสียภาษี การรักษาพยาบาล และการเก็บรักษาประวัติ การมีงานทำ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ประชาชนต้องติดต่อกับภาครัฐ และใช้เอกสารแสดงตนของภาครัฐต่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆ การตรวจสอบตัวบุคคล การใช้บัตรประจำตัวที่น่าจะตรวจสอบได้โดยตรงและเรียกดู สำเนาทะเบียนบ้านได้ การให้บริการที่รัฐจะมีให้โดยตรงกับประชาชนมีมากมาย

ภารกิจหลักของรัฐที่จะให้บริการประชาชนประกอบด้วย
- เพื่อเก็บและรักษาข้อมูล ให้บริการข้อมูลแก่ประชาชนเพื่อว่าประชาชนสามารถใช้สิทธิของตัวเองได้
- เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อกับรัฐในลักษณะโต้ตอบ และมีปฏิสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายตามความต้องการของประชาชน
- เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและให้คุณภาพการบริการของรัฐที่ดีขึ้น


งานที่รัฐพึงกระทำต่อประชาชนในฐานะที่เป็นรัฐอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย
- การรับสมัครงานในภาครัฐ การแจ้งตำแหน่งงานที่ว่าง ข้อมูลการจัดหางาน และการบริการของสำนักจัดหางาน
- การประกาศข่าว แจ้งความ ข้อมูลอัตราค่าบริการ ข้อมูลสถิติ หรือสิ่งที่น่ารู้ต่างๆ
- ข้อมูลกฎหมายและกฎระเบียบที่ออกโดยรัฐ รวมถึงคำถามคำตอบที่ถามบ่อยๆ (FAQ)
- เอกสารสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่ออกโดยภาครัฐ
- ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาทิ ข้อมูลคุ้มครองผู้บริโภค
- แบบฟอร์มสำรวจ แบบฟอร์มที่ใช้ติดต่อกับภาครัฐ
- การเสนอความคิดเห็นต่อภาครัฐ รวมถึงการร้องเรียนในปัญหาต่างๆ
- การดำเนินเกี่ยวกับข้อมูลทะเบียนบ้าน การแจ้งย้ายเข้าย้ายออก การแจ้งเกิด ตาย การเปลี่ยนชื่อสกุล
- การดำเนินการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี การยื่นข้อมูลบางอย่างตามที่กฎหมายกำหนด

แนวคิดรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ e-Citizen

ลองนึกถึงการเชื่อมบริการระหว่างรัฐกับประชาชนหรือระหว่างรัฐกับธุรกิจ (G2C และ G2B) ซึ่งต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันแบบ โต้ตอบ ประชาชนยื่นแบบและเรียกข้อมูลบางอย่างจากภาครัฐ ขณะเดียวกันภาครัฐก็จัดการให้ข้อมูล ซึ่งแน่นอนว่าในบางเรื่องอาจเกี่ยวโยงกับ การพิสูจน์ทราบว่าใครคือผู้ขอใช้บริการ รัฐจะต้องมีวิธีการที่จะตรวจสอบ ดังนั้นสภาพการเชื่อมโยงของประชาชนจึงต้องมีรูปแบบที่ตรวจสอบและ รับทราบได้ว่าเป็นผู้ใด การดำเนินการในลักษณะนี้จึงเรียกว่า e-Citizen
ในการสร้าง e-Citizen จำเป็นจะต้องดำเนินการเหมือนการมีทะเบียนราษฎร์ โดยมีที่อยู่บนไซเบอร์สเปซ
ดังนั้นการแปลงที่อยู่ที่แท้จริงซึ่งได้แก่

ชื่อ
วันเดือนปีเกิด
สัญชาติ
ที่อยู่
ที่อยู่ ซึ่งประกอบด้วย บ้านเลขที่ ถนน ตำบล
- อำเภอ จังหวัด ประเทศ


นอกจากนี้ยังเกี่ยวโยงกับรหัสที่อยู่ในบัตรประชาชน ซึ่งเป็น ID ที่ใช้แสดงเหตุผลการแสดงบุคคลยังเกี่ยวกับประชาชนที่ได้อ้างอิงไว้กับภาครัฐแล้ว เช่น
- รหัสบัตรประชาชน
- ที่อยู่ที่จดทะเบียนหรือทะเบียนราษฎร์
- หมายเลขหนังสือเดินทาง
- การเกี่ยวโยงกับการเลือกตั้ง หรือการใช้สิทธิการเลือกตั้ง
- การเลือกตั้ง
- เมื่อเข้าสู่รูปแบบของรัฐอิเล็กทรอนิกส์ ประชาชนจำเป็นต้องมีการกำหนดให้เป็น e-Citizen ซึ่งจำเป็นต้องมีการขึ้นทะเบียน เพื่อได้ลายเซนต์ อิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) หรือ e-Identifier เช่น การกำหนด
- e-Address
- e-Document of Identifier
- e-Signature
โครงสร้างของ e-Citizen จะได้รับการลงทะเบียนโดยรัฐ และรับรู้ได้ว่าเป็นใครในโลกแห่งความเป็นจริง ดังนั้นการดำเนินธุรกรรมภายใต้รัฐอิเล็กทรอนิกส์ e-Citizen จึงมีความสำคัญที่รัฐจะต้องมีการจัดระเบียบ

โมเดลความสัมพันธ์ในรัฐอิเล็กทรอนิกส์

ดังที่กล่าวว่าความสัมพันธ์ภายใต้รัฐอิเล็กทรอนิกส์ มีรูปแบบพื้นฐานมาจาก B2G หรืออี-คอมเมิร์ช และ B2B ที่เป็นธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์หรืออี-บิสซิเนส โดยขยายฐานความสัมพันธ์เข้าสู่ภาครัฐ ทั้งด้านรัฐกับรัฐ (G2G) รัฐกับธุรกิจเอกชน (B2G) และรัฐกับประชาชน (G2C) หากจะพิจารณาความสัมพันธ์ในโมเดลดังกล่าวจะเห็นได้ชัดว่ามีรูปแบบการติดต่อสื่อสาร ส่งผ่าน และแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกัน

รูปที่ 1 โมเดลการดำเนินการ e-Commerce

แต่เมื่อโมเดลเปลี่ยนจากลูกค้ากับร้านค้ามาเป็น B2B หรือ G2G ลักษณะการค้าเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกันแบบถึงกัน อย่างอัตโนมัติ ดังนั้นจึงต้องหาตัวกลางหรือวิธีควบคุมข้อมูล เพื่อแปลงระบบข้อมูลให้เข้ากัน เช่น บริษัท ก. ต้องการส่งใบสั่งซื้อ (PO) ไปยังบริษัท ข. ซึ่งบริษัท ข. จะรับใบสั่งซื้อที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ ในกรณีนี้สามารถดำเนินการให้ได้อย่างอัตโนมัติหรือบริษัท ข. ต้องการส่งเอกสารโต้ตอบ เช่น ส่งใบ เสนอราคาก็สามารถส่งกลับมาให้ได้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันสามารถกระทำในรูปแบบ Application to Application เพื่อให้ระบบดำเนินการ ได้อย่างอัตโนมัติ

รูปที่ 2 การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโปรแกรมประยุกต์สู่โปรแกรมประยุกต์โดยตรง

แต่เนื่องจากระบบฟอร์แมตหรือมาตรฐานแบบฟอร์มข้อมูลของแต่ละบริษัทใช้แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องหาวิธีการที่ทำให้ระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูล กระทำได้โดยตรง ไม่ต้องขึ้นอยู่กับรูปแบบของการประยุกต์ มาตรฐานกลาง ในเรื่องเมต้าเดต้า (Mata data) จึงได้รับการหยิบยกและนำเข้ามาใช้ รูปแบบหนึ่งที่กำลังเป็นแนวทางของการประยุกต์ใช้ในเรื่อง การแลกเปลี่ยนข้อมูลในระดับ Application to Application ได้เลยคือ การใช้ XML (Extensible Markup Language) XML ใช้หลักการของ Markup หรือ tay เพื่อกำหนดและควบคุมข้อมูล เหมือนกับ HTML แต่ HTML เน้นการควบคุมข้อมูลเพื่อนำไปแสดงผล ส่วน XML เน้นการควบคุมข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในการประมวลผล XML จึงเหมาะที่จะเป็นตัวกลางที่ใช้ในรัฐอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลที่วิ่งภายใต้รัฐอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลที่วิ่งภายใต้รัฐอิเล็กทรอนิกส์จะมีเมต้าเดต้าหรือข้อมูลควบคุมเพื่อการแลกเปลี่ยนและการประมวลผลแบบอัตโนมัติ

บทบาทและขบวนการในองค์กรที่ต้องปรับเปลี่ยน

หากสภาพของรัฐอิเล็กทรอนิกส์เป็นจริง ย่อมส่งผลให้สภาพการทำงานหลายอย่างทั้งในองค์กรภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการดำเนินงานของประชาชน ต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม สภาพการเปลี่ยนแปลงที่เห็นเด่นชัดมีดังนี้
- การใช้ไอทีจะมีบทบาทใหญ่หลวง ประชาชนทุกคนต้องเรียนรู้และเข้าใจ ตลอดจนสามารถใช้งานเพื่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้บทบาทของ e-Citizen จะเข้ามาเกี่ยวโยงกับบุคคลทุกคนที่ต้องการบริการจากภาครัฐ
- สภาพการทำงานมีลักษณะเป็นแบบผ่านทางไซเบอร์สเปชมากขึ้น
- องค์กรมีลักษณะเป็นองค์กรเสมือนจริงมากขึ้น สภาพขององค์กรไม่ขึ้นกับเวลาและสถานที่ หน่วยขององค์กรจะมีขนาดเล็กลง และมีลักษณะการกระจายมากขึ้น
- การทำงานหลายอย่างมีการทำงานแบบร่วมกันมากขึ้น ความร่วมมือมีทั้งเป็นแบบ partner และแบบพันธมิตร (alliance) อีกทั้งการทำงานร่วมกัน นี้ยังอาศัยบทบาทของอัตโนมัติได้
- การรื้อปรับระบบภายในองค์กรจะมีความสำคัญและมีมากขึ้น เพื่อให้สภาพองค์กรมีความเหมาะสมกับรัฐอิเล็กทรอนิกส์

รูปที่ 3 การใช้ XML เป็นตัวเชื่อมระหว่างโปรแกรมประยุกต์ เพื่อทำให้เกิดรัฐอิเล็กทรอนิกส์

ฤารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นเพียงแค่ความฝัน

ประเด็นนี้ยากที่จะคาดเดาได้ แต่จากแนวโน้มทางด้านเทคโนโลยีเครือข่าย และการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ มีทางเป็นไปได้สูงที่บทบาทของไอที จะรองรับรูปแบบของรัฐอิเล็กทรอนิกส์ในฝันนี้ได้ หากพิจารณาในมุมมองของการดำเนินการในปัจจุบัน จะเห็นว่าสภาพของอีบิสซิเนสและอีคอมเมอร์ซเป็นตัวอย่างเริ่มต้นที่มีแนวทางของการพัฒนา ต่อไปได้อีกมาก จากพื้นฐานดังกล่าวนี้การพัฒนาต่อไปจนก้าวเข้าสู่รัฐอิเล็กทรอนิกส์นั้นย่อมเป็นไปได้ ขณะเดียวกันรูปแบบการพัฒนา XML ซึ่งเป็น หนทางของการนำมาประยุกต์ใช้ในเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลยิ่งมีความเด่นชัดที่ระบบรัฐอิเล็กทรอนิกส์จะเกิดขึ้นได้


ผู้เขียนได้นำเสนอตามข้อมูลที่ได้มีโอกาสศึกษา และศึกษาบนพื้นฐานความรู้จากข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่ การคาดคะเนในอนาคตย่อมอยู่บนพื้นฐานของ ข้อมูลจากอดีตสู่ปัจจุบัน ซึ่งแน่ใจว่าแนวโน้มขณะนี้น่าจะทำให้รัฐอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

 


 

EMR Soft Co., Ltd. Copyright © 2007